แพทย์แผนจีนดูแล PMS: กดจุดถูกหลัก กินถูกวิธี บอกลาความไม่สบาย

กรกฎาคม 11, 2026 กดจุด · 穴位按压

ผู้หญิงหลายท่านมักมีอาการไม่สบายต่างๆ เช่น อารมณ์แปรปรวน เจ็บคัดเต้านม ท้องอืด และอ่อนเพลียในช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน” (PMS) การแพทย์แผนปัจจุบันอธิบายว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ในขณะที่การแพทย์แผนจีนมองว่าอาการเหล่านี้เป็นผลมาจากภาวะชี่และเลือดไม่สมดุล รวมถึงการทำงานของอวัยวะภายในที่เสียสมดุล จึงได้นำเสนอแนวทางการดูแลรักษาแบบองค์รวม

ตามหลักการแพทย์แผนจีน ประจำเดือนมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอวัยวะภายใน 3 ส่วน ได้แก่ ตับ ม้าม และไต ตับทำหน้าที่เก็บกักเลือด ควบคุมการระบายและปรับสมดุลอารมณ์ รวมถึงการไหลเวียนของชี่และเลือด ม้ามทำหน้าที่ควบคุมเลือด ควบคุมการย่อยและดูดซึมสารอาหาร ส่วนไตทำหน้าที่เก็บกักสารจำเป็นและควบคุมระบบสืบพันธุ์ ในช่วงก่อนมีประจำเดือน เลือดหยินจะไหลลงสู่มดลูก ทำให้เลือดหยินทั่วร่างกายค่อนข้างพร่อง หากเกิดภาวะชี่ตับติดขัด ม้ามพร่องมีความชื้น หรือไตหยินพร่อง ก็จะส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ได้ง่าย รูปแบบอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ภาวะชี่ตับติดขัด (อารมณ์แปรปรวน เจ็บแน่นหน้าอกและสีข้าง) ภาวะชี่และเลือดพร่อง (อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หน้าซีด) และภาวะความร้อนชื้นสะสมภายใน (สิวขึ้น ปากขม) เป็นต้น

การกดจุดฝังเข็มในตำแหน่งที่เหมาะสมสามารถช่วยปรับสมดุลชี่และเลือด บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนได้ โดยมี 3 จุดสำคัญที่แนะนำดังนี้:

* จุดไท่ชง (Liver 3): อยู่บริเวณรอยบุ๋มระหว่างกระดูกนิ้วเท้าที่ 1 และ 2 บนหลังเท้า เป็นจุดสำคัญของเส้นลมปราณตับ มีสรรพคุณช่วยระบายชี่ตับที่ติดขัดและคลายความอัดอั้น บรรเทาอาการอารมณ์แปรปรวน ปวดศีรษะ และเจ็บคัดเต้านม ควรกดนวดวันละ 3-5 นาที โดยใช้แรงกดที่ทำให้รู้สึกปวดหน่วงๆ
* จุดซานอินเจียว (Spleen 6): อยู่บริเวณหน้าแข้งด้านใน เหนือตาตุ่มด้านในขึ้นไป 3 ชุ่น (ประมาณสี่นิ้วมือ) จุดนี้เป็นจุดรวมของเส้นลมปราณตับ ม้าม และไต มีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลชี่และเลือด บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องบวมน้ำ และนอนไม่หลับ ควรกดนวดก่อนมีประจำเดือน 7 วัน ครั้งละ 5 นาที
* จุดเสวี่ยไห่ (Spleen 10): อยู่บริเวณต้นขาด้านใน เหนือขอบบนของกระดูกสะบ้าด้านในขึ้นไป 2 ชุ่น มีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือดและปรับสมดุลประจำเดือน บรรเทาอาการปวดศีรษะก่อนมีประจำเดือนและปัญหาผิวหนังต่างๆ ควรกดนวดเป็นวงกลมด้วยนิ้วหัวแม่มือ

หลักการรับประทานอาหารในช่วงก่อนมีประจำเดือน ควรเน้นการระบายชี่ตับ บำรุงม้าม และบำรุงไต โดยมีเมนูอาหารบำรุงสุขภาพที่แนะนำดังนี้:

* ชากุหลาบ: ใช้ดอกกุหลาบแห้ง 5 ดอก ชงกับน้ำร้อน ดอกกุหลาบมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลชี่และคลายความอัดอั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีอารมณ์แปรปรวนและแน่นหน้าอก สามารถเติมน้ำผึ้งเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ
* โจ๊กมันเทศและพุทราจีน: ใช้มันเทศ 50 กรัม พุทราจีน 10 เม็ด และข้าวฟ่าง 50 กรัม นำมาต้มเป็นโจ๊ก มันเทศมีสรรพคุณช่วยบำรุงม้ามและไต พุทราจีนช่วยบำรุงเลือดและสงบจิตใจ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียและเบื่ออาหาร
* ซุปกระดูกหมูถั่วดำ: ใช้ถั่วดำ 30 กรัม กระดูกหมู 200 กรัม และขิงสด 3 แผ่น นำมาต้มเป็นซุป ถั่วดำมีสรรพคุณช่วยบำรุงไตและบำรุงเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดเอวและประจำเดือนมาน้อย

ข้อควรระวัง: ในช่วงก่อนมีประจำเดือน ควรงดอาหารดิบ เย็นจัด อาหารมันเยิ้ม และอาหารรสจัด เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นให้เกิดภาวะความร้อนชื้นหรือความเย็นสะสมภายในร่างกาย

การแพทย์แผนจีนเน้นย้ำถึงหลัก “เจ็ดอารมณ์ภายใน” โดยเชื่อว่าอารมณ์ที่ไม่มั่นคงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการระบายชี่ตับ จึงแนะนำให้ฝึกหายใจลึกๆ ทำสมาธิ หรือโยคะ วันละ 10 นาที ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน นอกจากนี้ ยังสามารถนวด “จุดเสินเหมิน” (Heart 7) ซึ่งอยู่บริเวณรอยบุ๋มที่ปลายด้านในของข้อมือ เพื่อช่วยให้จิตใจสงบและมั่นคง

งานวิจัยทางการแพทย์แผนปัจจุบันพบว่า กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนมีความสัมพันธ์กับการขาดสมดุลของสารเซโรโทนิน วิตามินบี 6 แคลเซียม และแมกนีเซียม แนวทางการดูแลแบบแพทย์แผนจีนสามารถช่วยเสริมสร้างสารอาหารเหล่านี้ได้ โดยแนะนำให้รับประทานกล้วย ถั่ว (ซึ่งอุดมด้วยแมกนีเซียม) และผักใบเขียวเข้ม (ซึ่งอุดมด้วยแคลเซียม) นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “เคลื่อนไหวสร้างหยาง” ของการแพทย์แผนจีน

กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนไม่ใช่สิ่งที่ต้องทนทาน แต่สามารถบรรเทาอาการไม่สบายได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการกดจุดฝังเข็ม การบำบัดด้วยอาหาร และการปรับสมดุลอารมณ์ จึงแนะนำให้เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่ประจำเดือนหมด สร้างกิจวัตรประจำวันที่สม่ำเสมอ เพื่อให้ทุกเดือนผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น หากอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์แผนจีนผู้เชี่ยวชาญเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม