แพทย์แผนจีนดูแลดวงตาเด็ก: บำรุงเลือดตับ พิชิตสายตาสั้น ตาเหล่ ตาขี้เกียจ

กรกฎาคม 29, 2026 อาหารบำรุง · 食疗养生

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติได้เผยแพร่แนวทางการป้องกันและควบคุมภาวะสายตาสั้นฉบับใหม่ รวมถึงแนวทางการวินิจฉัยและรักษาภาวะตาเหล่และตาขี้เกียจ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของสุขภาพดวงตาในเด็ก ในมุมมองของการแพทย์แผนจีน สุขภาพดวงตามีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอวัยวะภายในทั้งห้าและหก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตับ ไต และม้าม แพทย์แผนจีนเชื่อว่า “ตับเปิดทวารที่ดวงตา” (肝开窍于目) ดวงตาจะมองเห็นได้เมื่อได้รับเลือดหล่อเลี้ยง หากเลือดตับสมบูรณ์ ดวงตาจะสดใสมีประกาย หากเลือดตับพร่อง หรือภาวะหยินของตับและไตพร่อง หรือม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอ ทำให้การสร้างชี่และเลือดไม่เพียงพอ ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการมองเห็นลดลง ตาแห้ง และสายตาสั้นได้ นอกจากนี้ ในเด็กยังมีภาวะ “ตับมักเกิน ม้ามมักพร่อง” (肝常有余,脾常不足) การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หรือการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ล้วนทำลายตับและม้ามได้ง่าย ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะตาเหล่และตาขี้เกียจ

เลือดตับไม่สมบูรณ์คือรากฐานของภาวะสายตาสั้น

แนวทางฉบับใหม่ระบุว่า ภาวะสายตาสั้นได้กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในเด็กและวัยรุ่น แพทย์แผนจีนเชื่อว่า ภาวะสายตาสั้นมักเกิดจากการจ้องมองเป็นเวลานานจนทำลายเลือด การใช้สายตามากเกินไป ทำให้เลือดตับถูกใช้ไปโดยไม่รู้ตัว และดวงตาไม่ได้รับการหล่อเลี้ยง การที่เด็กมีภาวะสายตายาวสำรองไม่เพียงพอ แท้จริงแล้วคือภาวะเลือดตับและสารจิงของไต (肝血肾精) ไม่สมบูรณ์ จึงขอแนะนำให้ผู้ปกครองเริ่มต้นจากประเด็นต่อไปนี้:

  1. การบำบัดด้วยอาหารเพื่อบำรุงเลือดตับ: ให้เด็กรับประทานอาหารที่บำรุงเลือดและบำรุงสายตา เช่น เก๋ากี่ ลูกหม่อน ตับหมู เก๋ากี่สามารถนำมาแช่น้ำหรือต้มโจ๊กได้ ลูกหม่อนสามารถนำมาเคี่ยวเป็นยาบำรุง ต้มซุปตับหมูใส่ผักโขมสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสหวานจัดและอาหารทอดมากเกินไป เพื่อป้องกันการทำลายม้ามและก่อให้เกิดความชื้น ซึ่งจะขัดขวางการไหลเวียนของชี่และเลือดไปหล่อเลี้ยงดวงตา
  2. การกดจุด: กดจุดจิงหมิง (睛明穴) บริเวณรอยบุ๋มเหนือหัวตา จุดซวนจู (攒竹穴) บริเวณรอยบุ๋มที่หัวคิ้ว และจุดซือไป๋ (四白穴) บริเวณใต้กระบอกตาตรงกับกึ่งกลางตาดำ ทุกวัน จุดละ 1-2 นาที จนรู้สึกปวดหน่วงๆ หรือตึงๆ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นลมปราณรอบดวงตา และบรรเทาอาการเมื่อยล้าทางสายตา
  3. การบริหารร่างกายแบบเต๋าอิน: ฝึก “การหมุนลูกตา” (转眼法) โดยหลับตาแล้วกลอกลูกตาตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกาข้างละ 36 ครั้ง จากนั้นลืมตาและมองไปยังพืชสีเขียวในระยะไกล ทำเช่นนี้ทุกเช้าและเย็น จะช่วยปรับการทำงานของกล้ามเนื้อซีเลียรี และปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต

ภาวะตาเหล่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และลมตับ

ในทางการแพทย์แผนจีน ภาวะตาเหล่จัดอยู่ในกลุ่ม “目偏视” (การมองเห็นเอียง) ซึ่งมักเกิดจากลมตับภายในเคลื่อนไหว (肝风内动) หรือเสมหะและความชื้นอุดกั้นเส้นลมปราณ ในเด็ก หากมีภาวะชี่ตับติดขัด หรือตกใจง่าย อาจทำให้กล้ามเนื้อตาไม่สมดุล แนวทางฉบับใหม่เน้นย้ำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ แพทย์แผนจีนสามารถใช้ร่วมกับวิธีการดังต่อไปนี้:

  • การปรับสมดุลอารมณ์: รักษาอารมณ์ของเด็กให้แจ่มใส หลีกเลี่ยงการตกใจมากเกินไปหรือการตำหนิ ให้ฟังเพลงที่ผ่อนคลาย เช่น เพลงในคีย์เจี่ยว (เสียงไม้) ซึ่งช่วยระบายชี่ตับและปรับการไหลเวียนของชี่ ผู้ปกครองสามารถทำ “การลูบตับ” ให้เด็กทุกวัน โดยใช้ฝ่ามือลูบเบาๆ บริเวณสีข้างทั้งสองข้าง (ตำแหน่งที่เส้นลมปราณตับไหลผ่าน) จากบนลงล่าง 36 ครั้ง เพื่อส่งเสริมให้ชี่ตับไหลเวียนได้ดี
  • การบำบัดด้วยอาหารเพื่อปรับสมดุลตับ: ชาดอกเบญจมาศ และชาเมล็ดชุมเห็ดเทศ (决明子) สามารถช่วยบำรุงตับและบำรุงสายตาได้ สำหรับเด็กที่มีภาวะไฟตับแรง สามารถเพิ่มพญายอ (夏枯草) ต้มน้ำดื่มแทนชาได้ แต่ต้องมีการวินิจฉัยแยกแยะโรค จึงควรปรึกษาแพทย์แผนจีน

ภาวะตาขี้เกียจปรับสมดุลจากม้ามและกระเพาะอาหาร

ภาวะตาขี้เกียจเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์แต่กำเนิดที่ไม่สมบูรณ์ หรือการขาดการบำรุงหลังคลอด แพทย์แผนจีนเชื่อว่า “ม้ามควบคุมกล้ามเนื้อ” (脾主肌肉) กล้ามเนื้อตาภายนอกต้องอาศัยชี่และเลือดที่ม้ามและกระเพาะอาหารแปรสภาพมาหล่อเลี้ยง หากม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอ กล้ามเนื้อตาจะอ่อนแรง และพัฒนาการทางสายตาจะถูกขัดขวาง แนวทางฉบับใหม่ระบุว่า อัตราความสำเร็จของการรักษาจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงควรได้รับการแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ

  • การบำบัดด้วยอาหารเพื่อบำรุงม้าม: ต้มโจ๊กหัวมันจีน (山药) ข้าวฟ่าง (小米) และพุทราจีน (红枣) รับประทานเป็นอาหารเช้าทุกวัน สามารถเพิ่มอึ่งกี๋ (黄芪) 3-5 กรัม ต้มซุป เพื่อบำรุงชี่และยกหยาง ทำให้ชี่หยางบริสุทธิ์ไหลเวียนขึ้นไปหล่อเลี้ยงดวงตา
  • การบริหารร่างกายแบบเต๋าอิน: ฝึก “การเพ่งสายตา” โดยถือปลายปากกาแล้วค่อยๆ เคลื่อนจากไกลมาใกล้ ดวงตาจ้องมองที่ปลายปากกา ครั้งละ 5 นาที พร้อมกับ “การบริหารกล้ามเนื้อตาด้วยการกะพริบตา” โดยกะพริบตาเร็วๆ 20 ครั้ง จากนั้นหลับตาพัก 10 วินาที ทำซ้ำ 3 ชุด เพื่อฝึกความสามารถในการปรับโฟกัสของกล้ามเนื้อตา

สรุปได้ว่า การป้องกันและรักษาโรคตาในเด็กด้วยการแพทย์แผนจีน ต้องเริ่มต้นจากตับ ม้าม และไต โดยผสมผสานกับการบำบัดด้วยอาหาร การกดจุด การปรับสมดุลอารมณ์ และการบริหารร่างกายแบบเต๋าอิน ผู้ปกครองควรพาเด็กไปตรวจสายตาเป็นประจำ และรักษาสุขภาพในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง ดังที่คัมภีร์หวงตี้เน่ยจิงได้กล่าวไว้ว่า “สารจิงและชี่ของอวัยวะภายในทั้งห้าและหก ล้วนไหลเวียนขึ้นสู่ดวงตาและกลายเป็นสารจิงของดวงตา” (五脏六腑之精气,皆上注于目而为之精) การดูแลอวัยวะภายในให้ดี จึงจะทำให้มีดวงตาที่สดใส