เมื่อหลายปีก่อน มีช่วงหนึ่งที่ฉันรู้สึกกลัวเวลากลางคืนเป็นพิเศษ พอเอนกายลงนอน สมองกลับวุ่นวายราวกับตลาดสดที่ไม่เคยหลับใหล ทั้งเรื่องที่โต้เถียงกับเพื่อนร่วมงานเมื่อกลางวัน แผนงานที่ต้องส่งในวันพรุ่งนี้ หรือแม้แต่เหตุการณ์น่าอายเมื่อสิบปีก่อน ล้วนผุดขึ้นมารบกวนจิตใจ แม้จะหลับตาแน่นแค่ไหน แต่ใจกลับยังคงวิ่งวุ่นอยู่ภายนอก ตื่นเช้ามาจึงรู้สึกเหนื่อยล้ากว่าตอนที่ยังไม่ได้นอนเสียอีก
ต่อมาฉันได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง และพบประโยคที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งว่า “หลับใจก่อน แล้วจึงหลับตา” เพียงหกคำนี้ กลับเป็นเหมือนกุญแจที่ไขความสับสนในใจฉันออกไปได้ทันที แท้จริงแล้วฉันเข้าใจผิดมาตลอด คิดว่าแค่หลับตาก็คือการนอนหลับแล้ว แต่หากใจยังไม่หลับ ต่อให้หลับตาแน่นแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ การ “หลับใจ” ที่คนโบราณกล่าวถึง คือการปล่อยให้จิตใจสงบลงก่อน เหมือนกับการจัดบ้านให้เรียบร้อย แล้วจึงปิดไฟพักผ่อน
พฤติกรรมร้ายที่ทำให้ใจ “ไม่หลับ”
เมื่อฉันลองทบทวนพฤติกรรมก่อนนอนของตัวเอง ก็พบว่าล้วนเป็นสิ่งที่ “ทำร้ายตัวเอง” อย่างไม่รู้ตัว สิ่งที่ทำบ่อยที่สุดคือการนอนไถโทรศัพท์ดูวิดีโอสั้นๆ ภาพและเสียงที่แปลกตาหลากหลายรูปแบบ เปรียบเสมือนตะขอที่เกี่ยวรั้งจิตใจให้กระจัดกระจาย บางครั้งแม้จะง่วงจนแทบจะหลับ แต่ปลายนิ้วก็ยังคงเลื่อนหน้าจอขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างอัตโนมัติ พอวางโทรศัพท์ลง สมองก็เต็มไปด้วยภาพและเสียงที่กระจัดกระจาย ทำให้ไม่สามารถสงบลงได้เลย
อีกครั้งหนึ่ง ฉันเคยโต้เถียงกับเพื่อนใน WeChat เรื่องความคิดเห็นบางอย่าง ยิ่งคุยก็ยิ่งตื่นเต้น พิมพ์ข้อความแทบไม่ทัน พอโต้เถียงเสร็จแล้วเอนกายลงนอน ก็ยังคงรู้สึกหงุดหงิด อึดอัดแน่นหน้าอก พลิกตัวไปมาอยู่สองชั่วโมงกว่าจะหลับได้ พอตื่นเช้ามานึกย้อนดู ก็พบว่าเรื่องเล็กน้อยเหล่านั้นไม่คุ้มค่าเลย แต่ในตอนนั้นกลับไม่สามารถปล่อยวางได้ คนโบราณกล่าวว่า “ชี่ลอยขึ้นไม่ลง” น่าจะเป็นความรู้สึกเช่นนี้ คือพลังชี่ลอยขึ้นไปอยู่ด้านบน ไม่สามารถจมลงได้ แล้วใจจะหลับได้อย่างไร
ฉันเคยลองวิ่งออกกำลังกายก่อนนอน โดยคิดว่าเมื่อเหนื่อยแล้วก็จะหลับได้ง่าย ผลคือหลังจากวิ่งจนเหงื่อท่วม ตัวร้อน ใจเต้นแรง พอเอนกายลงนอนกลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น แพทย์แผนจีนกล่าวว่า “เหงื่อคือของเหลวแห่งหัวใจ” การขับเหงื่อมากเกินไปทำให้หยางชี่รั่วไหลออกไป ทำให้ชี่หัวใจอ่อนแอลง และยากที่จะสงบลงได้ บทเรียนเหล่านี้ล้วนเกิดจากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
การ “ปล่อยวาง” โดยบังเอิญ
สิ่งที่ทำให้ฉันได้สัมผัสรสชาติของการ “หลับใจ” อย่างแท้จริง คือเหตุการณ์โดยบังเอิญครั้งหนึ่ง วันนั้นฉันยุ่งมากตลอดทั้งวัน พอกลับถึงบ้านตอนสี่ทุ่มกว่าๆ ก็เหนื่อยจนไม่อยากขยับตัว ฉันจึงโยนโทรศัพท์ทิ้งไว้ที่ห้องนั่งเล่น ปิดไฟ แล้วนั่งเหม่อลอยอยู่ริมเตียง ไม่ได้ตั้งใจคิดอะไร เพียงแค่นั่งนิ่งๆ อย่างสงบ รู้สึกว่าลมหายใจค่อยๆ สม่ำเสมอขึ้น ความกระวนกระวายในร่างกายก็ค่อยๆ จางหายไปเหมือนน้ำทะเลที่ลดลง
ประมาณสิบนาทีต่อมา ฉันก็หาวหวอด รู้สึกเปลือกตาหนักอึ้ง หัวใจก็อ่อนนุ่มราวกับปุยฝ้าย พอเอนกายลงนอน แทบไม่ต้องพลิกตัวเลย ก็หลับลึกไปอย่างรวดเร็ว การนอนหลับครั้งนั้นช่างเป็นไปอย่างสงบและสบาย ตื่นเช้ามาก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แม้กระทั่งดวงตาก็ยังดูสดใสขึ้น
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉันก็กำหนดให้ครึ่งชั่วโมงก่อนนอนเป็น “ช่วงเวลาเก็บใจ” คือไม่ดูโทรศัพท์ ไม่คุยเรื่องสำคัญ ไม่ทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก บางครั้งก็ชงน้ำอุ่นดื่มช้าๆ บางครั้งก็หยิบหนังสือมาพลิกอ่านสองสามหน้า แต่จะไม่เลือกอ่านเรื่องราวที่เข้มข้นเกินไป ส่วนใหญ่แล้วก็แค่นั่งอยู่เฉยๆ สัมผัสลมหายใจของตัวเอง ปล่อยให้เรื่องราวดีร้าย ความขัดแย้งต่างๆ ในช่วงกลางวัน ค่อยๆ ปลิวหายไปเหมือนใบไม้ร่วงทีละใบ
การปล่อยวาง คือเคล็ดวิชาที่แท้จริงของการหลับใจ
แท้จริงแล้ว สิ่งที่ยากที่สุดของการ “หลับใจก่อน” ไม่ใช่การกระทำ แต่คือ “ทัศนคติ” เรามักจะเคยชินกับการวางแผนเรื่องราวของวันพรุ่งนี้ หรือหวนคิดถึงความไม่พอใจในวันนี้ก่อนนอน แต่การนอนหลับไม่ใช่การต่อสู้ ไม่จำเป็นต้อง “พยายาม” ที่จะหลับ ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหลับไม่ลงเท่านั้น การนอนหลับที่ดีอย่างแท้จริง เกิดจากการ “ปล่อย” – คุณปล่อยการควบคุม ปล่อยความวิตกกังวล ปล่อยสิ่งที่ “ต้องทำ” และ “ควรทำ” ออกไป จิตใจจึงจะสามารถกลับมารวมตัวกันได้เอง
ทุกวันนี้ ก่อนที่ฉันจะเอนกายลงนอนในแต่ละคืน ฉันจะบอกตัวเองเสมอว่า: เรื่องของวันนี้ จบลงแค่นี้ ปล่อยวางเรื่องราวดีร้ายและความขัดแย้งในเวลากลางวัน ปล่อยวางความกังวลและแผนการของวันพรุ่งนี้ เหมือนกับการปิดประตู ปล่อยให้ลมฝนภายนอกอยู่ข้างนอก เมื่อใจสงบลง ดวงตาก็จะปิดลงเองโดยธรรมชาติ
นี่ไม่ใช่หลักการที่ลึกซึ้งอะไร เป็นเพียงการปฏิบัติของคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ นี้ ทำให้ฉันจากที่เคยกลัวการนอนหลับ กลายเป็นคนที่ตั้งตารอการนอนหลับ ทุกค่ำคืนที่ได้หลับใหลอย่างสงบ คือการปรนนิบัติตัวเองอย่างอ่อนโยน